วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

WEB OPAC

        WEB OPAC คือ ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog - OPAC) เป็นฐานข้อมูลรายการบรรณานุกรมที่หน่วยงาน สถาบันหรือแหล่งบริการสารสนเทศนั้นๆ จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาและชี้แหล่งทรัพยากรให้กับผู้ใช้ในการค้นหาหนังสือ บทความวารสาร โสตทัศนวัสดุ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ ฯลฯ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็วและค้นหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากแหล่งบริการสารสนเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบออนไลน์บนอินเตอร์เน็ต การสืบค้นสามารถทำได้ง่าย เช่น การค้นด้วยชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ ซึ่งใช้หลักการสืบค้นเช่นเดียวกับการ สืบค้นด้วยบัตรรายการ


การค้นหาโดยใช้ OPAC จะให้ข้อมูลรายการบรรณานุกรมของรายการสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ในห้องสมุด 14 แห่ง รวมสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 


เมื่อทำการค้นแล้ว ผู้ค้นสามารถไปหยิบตัวเล่มได้ที่ห้องสมุดหรือแหล่งบริการที่สิ่งพิมพ์ฉบับนั้นจัดเก็บอยู่
ส่วนการค้นหานั้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน สามารถทำได้อย่างง่ายๆ เช่น ค้นหาจากชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ หรือเลขเรียกหนังสือ ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการค้นหาด้วยบัตรรายการ เพียงแต่ในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 การให้บริการ OPAC ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับให้ผู้มาใช้บริการ ใช้ค้นหาทรัพยากรของห้องสมุด โดยได้จัดเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับให้บริการ OPAC ประจำอยู่ตามห้องและชั้นต่างๆ ภายในห้องสมุด
นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการ ยังสามารถค้นหาทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือค้นภายนอกเครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้
ฐานข้อมูล OPAC นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหารายการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดแล้ว ผู้ใช้บริการที่เป็นสมาชิกห้องสมุด ยังสามารถตรวจสอบรายการทรัพยากร, ยืมต่อผ่านระบบออนไลน์ และจองทรัพยากรห้องสมุดผ่าน Web OPAC ได้ด้วย
 
 
 สถานที่ที่ใช้ค้นหา
 
ผู้ค้นสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ค้นหาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือจากที่ใดก็ได้ทั่วโลก
 

 

 
 ช่องทางการเข้าสู่หน้าจอการค้นหาทรัพยากร
 
1. เข้าไปที่เว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น http://www.library.kku.ac.th/library/ โดยพิมพ์ URL นี้ ลงในช่อง Address ของ Web Brower จากนั้นให้กด Enter หรือคลิกที่ Go
จากนั้น ให้คลิกที่ ไทย เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
[หรือคลิกที่นี่ เพื่อเข้าสู่หน้าโฮมของสำนักวิทยบริการ]


Goolgle sites


GOOGLE SITES คืออะไรกันแน่?

Google Sites คืออะไร 
        ก็คือเว็บไซต์ของ Google เป็นโปรแกรมออนไลน์ที่ทำให้การสร้างเว็บไซต์ของทีมให้ง่ายขึ้นเหมือนกับการแก้ไขเอกสารธรรมดาๆ   ด้วย Google เว็บไซต์คุณสามารถรวบรวมความหลากหลายของข้อมูลในที่เดียว เช่น   รวมวิดีโอ  ปฏิทินการนำเสนอ  เอกสารหรือสิ่งที่แนบ และข้อความ อำนวยความสะดวกให้คุณร่วมกันดู  หรือแก้ไขหน้าเว็บ  จะเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือทั้งองค์กรของคุณ หรือจะทั้งโลกเลยก็ได้

-   นี่คือสิ่งที่คุณสามารถดำเนินการได้กับ Google Sites: 
-   กำหนดรูปลักษณ์ของเว็บไซต์ของคุณ. 
-   สร้างเพจย่อยเพื่อให้เนื้อหาของคุณจัด. 
-   เลือกประเภทเพจ: เว็บเพจประกาศ, ตู้เก็บเอกสาร. 
-   ให้เนื้อหาในเว็บของคุณ (เช่นวิดีโอเอกสารออนไลน์ Picasa แสดงสไลด์ภาพถ่าย, gadgets iGoogle) และไฟล์แบบออฟไลน์ในตำแหน่งกลางหนึ่ง. 
-   ให้เว็บไซต์ของคุณเป็นส่วนตัวหรือสาธารณะตามที่คุณต้องการ. 
-   ค้นหาใน Google เนื้อหาของเว็บไซต์ที่มีเทคโนโลยีการค้นหา Google. 
-    เรียนรู้พื้นฐานของ Google เว็บไซต์และเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ของคุณเอง. 


Gmail คือ

Gmail คือบริการฟรีอีเมลที่ทำงานบนระบบ Search Engine ซึ่งมีหน้าตาไม่แตกต่างจากรูปแบบของ Google เท่าไหร่ คือไม่มีลูกเล่น ดูเรียบง่ายแต่เน้นที่ความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นหลัก Gmail มีระบบการจัดเก็บที่ดี มีระบบค้นหาตามหัวเรื่องจดหมาย ส่งเมล POP 3 ได้ มีระบบการป้องกันไวรัสที่ดีมาก มีระบบป้องกันspam ไว ใช้ง่าย ส่งไฟล์ประกอบง่าย




ประวัติของ Gmail



       การเริ่มโครงการจีเมลของ กูเกิลนั้นเริ่มพัฒนาขึ้นมาหลายปีก่อนที่จะเปิดให้บริการในปี 2004 โดยในระยะแรกเริ่มของการเปิดให้บริการ จะให้สิทธิ์ในการสมัครจีเมลโดยแจกจ่ายสิทธิทางอีเมลเชิญชวนเท่านั้น 
จนกระทั่งต่อมาจึงได้ยกเลิกการสงวนสิทธิ์ดังกล่าว โดยเปิดให้สมัครได้กับทางเว็บไซต์โดยตรง ซึ่งGmailก็ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2005 ได้เพิ่มพื้นที่เก็บอีเมลเป็น 2GB และได้มีการเพิ่มภาษาที่ใช้มากขึ้น ต่อมาในปี 2006 ได้มีการเพิ่มรูปแบบการสนทนาโดยสามารถสนทนากับบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้ และในปี 2007 ได้มีการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมโยง Google Docs & Spreadsheets และแนบไฟล์Microsoft Word DOC เป็นต้น โดยหลักแล้วภาษาที่ใช้พัฒนาคือAjax เป็นภาษาที่ใช้ในเว็บรุ่น 2.0 (เน้นหนักไปที่ AJAXSLT frameworkนอกจากนี้จะมีการเรียกใช้คุณสมบัติของ JavaScript ภายในเครื่องเพื่อการรับค่าแสดงผล จีเมลสามารถรับภาษาได้มากกว่า 52 ภาษาทั่วโลก
        ในวันที่ 9 กันยายน ปี2006 จีเมลได้มีการทดลองก่อนที่ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[4] ในญี่ปุ่น 3 กันยายน ปี2006และในอียิปต์ 3 ธันวาคม ปี2006นอกจากนั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี2007 เปิดให้ลงทะเบียนทั้งในยุโรป อเมริกากลาง และอัฟริกาจนกระทั่งระบบรองรับการใช้งาน ทำการเปิดให้ลงทะเบียนใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่ได้ติดป้าย ทดลองใช้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี2007

การสมัคร Gmail

การสมัครมี แบบ คือ
1.สมัครโดยให้คนที่มี userอยู่ ส่งคำเชิญไปให้(invite)
2.สมัครเองโดยเข้าทาง www.gmail.com หรือ www.google.com เลือก Gmailทางขวาบน






ขั้นตอนการสมัคร

1.เลือกสร้างบัญชี (Create an Account)


2.กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน



3.กด ‘ฉันยอมรับ โปรดสร้างบัญชีของฉัน'( I accept create my account)



4.จากนั้นจะเป็นการแนะนำGmail
5. กดแสดงบัญชีของฉัน ก็จะปรากฎเป็นmailboxขึ้นมา






ส่วนประกอบของ Gmail


ส่วนที่ 1
ทางด้านซ้ายมือ จะมีหน้าที่เหมือนกับฟรีบริการอื่นๆ ประกอบด้วย
1. Inbox - ส่วนที่เราได้รับจดหมายจากเพื่อนๆของเรา
2. Buzz - ข้อความบอกสถานะ
3. Starred - เป็นส่วนพิเศษกว่าเว็ปอื่นที่ไม่เหมือนใคร คือเป็นการทำ mark ให้แก่จดหมาย ว่าจดหมายนี้สำคัญกว่าจดหมายอื่นๆ
4. Sent mail - ส่วนของจดหมายที่เราส่งไปให้เพื่อนๆของเรา
5.Drafts -จดหมายร่าง
6. All mail - จดหมายทั้งหมดที่มี
7.Spam -จดหมายขยะ
8. Bin -ถังขยะ

ส่วนที่ 2
ส่วนตรงกลาง ประกอบด้วย
1. ชื่อผู้ส่ง
2. หัวข้อจดหมาย
3. เวลาที่รับจดหมายเข้ามา
4. ปุ่มใช้งานทั้งด้านบนและด้านล่าง - ทำหน้าที่คู่ไปกับการทำเครื่องหมายถูกหน้าจดหมาย >> เลือก Report as spam เป็นการบอกว่า email นี้ เป็น email ขยะ >> แล้วในครั้งต่อไป g mail จะทำการตรวจจับแล้วจัดเก็บใน อีเมลขยะต่อไป
ส่วนที่ 3
  • เป็นส่วนที่พิเศษกว่า ตัวอื่นๆตรงที่ว่า มีคำว่า Search mail โดยแค่ใส่คำหลัก ( Key words) ลงไป >> กด Search mail >> Email ไหนที่มีคำหลักนั้นก็จะ ขึ้นมาทุกฉบับ
  • ใน G mail จะแปลงจากระบบกล่องเก็บจดหมาย มาเป็น "ห้องสมุดเก็บจดหมาย" โดยใช้ระบบ Indexing Technology ดังนั้น จึงสามารถเก็นจดหมายได้มากตามต้องการ




คุณสมบัติของ Gmail
  • รับรองระบบ POP3 IMAP และ SMTP รองรับการเพิ่มบัญชี 5 ชื่อ
  • มีระบบการค้นหาภายใน ทั้งที่เป็นอีเมลเฉพาะหมวดหมู่ที่ผู้ใช้กำหนดขึ้น และอีเมลทั้งหมด
  • สามารถแท็ก อีเมลเพื่อแยกเป็นหมวดหมู่ได้ มีป้ายกำกับให้โดยเฉพาะ
  • มีระบบป้องกันสแปมและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และระบบคัดกรองจดหมายขยะด้วยตนเองได้
  • มีบริการแชทจากหน้าจอเว็บเบราว์เซอร์ ที่เรียกว่า กูเกิลทอล์ก โดยรองรับการเชื่อมต่อด้วยกล้องแล้ว
  • มีระบบบันทึกอีเมลก่อนส่ง และระบบบันทึกอัตโนมัติ (auto-save) สามารถเซฟอีเมลที่เรากำลังพิมพ์อยู่ได้ ทำให้ถึงแม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีปัญหา หรือเกิดไฟดับ เราอาจจะไม่ต้องมาพิมพ์ใหม่ทั้งหมดพร้อมทั้งการเก็บบันทึกไว้เป็บแบบร่างได้ทันที
  • สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบหน้าต่างของจีเมลได้
  • บริการทั้งหมดเป็นบริการฟรี ยกเว้นการซื้อพื้นที่เก็บอีเมลเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ที่จีเมลจัดให้

Post Office Protocol version 3 (POP3)
             ถูกออกแบบสำหรับการเข้าถึงแบบ offline คือจดหมายอยู่ใน serverและผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมที่สนับสนุน POP ในการเข้าถึงจดหมายจากระยะไกล การจัดการใดๆกับจดหมายจะเป็นการจัดการในเครื่องของผู้ใช้เท่านั้น ถึงแม้ว่าข้อจำกัดของการเข้าถึงแบบ offline จะทำให้เกิดความคิดที่จะทำให้ POP สามารถใช้งานในแบบ online หรือแบบ disconnectedได้ แต่ POP ขาดคุณสมบัติที่จำเป็นบางอย่าง ส่วนการเข้าถึงแบบเสมือน online (pseudo-online) จดหมายจะไม่ถูกลบออกจาก server แต่ก็ไม่ใช่การเข้าถึงแบบ online ที่แท้จริง เพราะขาดโปรโตคอลในการเข้าถึงระบบไฟล์ในเครื่อง server ในการที่จะเข้าถึงหรือเปลี่ยนแปลง folder หรือสถานะต่างๆ ของจดหมาย 
             ตัวอย่างเช่น การตั้งค่าสถานะของจดหมาย เช่นได้ถูกอ่านแล้ว จะถูกตั้งค่าเพียงแค่ในเครื่องไคลเอนท์ที่ใช้เท่านั้น แต่สถานะของจดหมายที่แท้จริงบนเซิร์ฟเวอร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หรือการจัดเก็บจดหมายลง folder จะถูกจัดเก็บลงในเครื่องไคลเอนท์เท่านั้น ซึ่งที่จริงควรจะจัดเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ เพราะหากว่ามีการใช้ไคลเอนท์เครื่องอื่น ก็ยังสามารถเห็น folder นั้นๆได้

IMAP
               มีความสามารถในการเข้าถึงทั้งแบบ offline และแบบ online โดยในแบบ online จดหมายจะไม่ถูกดึงมา แต่จะเป็นแบบโต้-ตอบกับ server นั่นคือ ผู้ใช้สามารถดึงเฉพาะหัวข้อจดหมายบางส่วนของจดหมาย หรือค้นหาจดหมายที่ตรงความต้องการ โดยจดหมายที่ถูกเก็บไว้บน server และสามารถตั้งค่าสถานะของจดหมายต่างๆ เช่น ถูกลบไปแล้ว ตอบไปแล้ว และจะยังอยู่ใน server จนกว่าผู้ใช้จะสั่งลบ อธิบายง่ายๆ คือ IMAP ถูกออกแบบให้การเข้าจดหมายจากระยะไกล เหมือนกับการเข้าถึงจดหมายจากภายในเครื่องของผู้ใช้เอง ซึ่งขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ว่าจะเก็บจดหมายไว้ในเครื่องของผู้ใช้เอง หรือเก็บไว้ใน server หรือให้ผู้ใช้เลือกเองอย่างใดอย่างหนึ่ง

Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)
              เป็นโพรโทคอลสำหรับส่งอีเมลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นโพรโทคอลแบบข้อความที่เรียบง่าย ทำงานอยู่บนโพรโทคอล TCP พอร์ต 25 ในการส่งอีเมลไปยังที่อยู่ที่กำหนด จำเป็นต้องใช้ค่า MX (Mail eXchange) ของ DNS ปัจจุบันมี mail transfer agent กว่า 50 โปรแกรมที่สามารถใช้ SMTP ได้ โดยมีโปรแกรม Sendmail เป็นโปรแกรมแรกที่นำ SMTP ไปใช้ โปรแกรมตัวอื่นได้แก่ Postfixqmail และ Microsoft Exchange เป็นต้น


ข้อควรระวังในการใช้

       ในการใช้ Gmail แม้จะลบรายชื่อเมล์แล้ว ก็ยังสามารถ Search หาใหม่ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากอีเมล์นั้นก็เพียงแต่หายไปจากเครื่อง แต่มิได้หายไปจากฐานข้อมูลของ Google นั่นหมายความว่า อีเมล์ส่วนตัวทุกฉบับที่มีการส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้บริการ Gmail จะต้องผ่านการตรวจสอบและสแกนจากทาง Google เพื่อที่จะนำเข้าสู่ฐานข้อมูล Search Engine E-mail ซึ่งทางด้านกฎหมายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (ทาง Google จะสามารถล่วงรู้ความลับของผู้ใช้บริการได้ทุกเมื่อ หากมีการติดต่อกันผ่านทางอีเมล์) ดังนั้นหากมีอีเมล์ที่เป็นความลับหรือเป็นส่วนตัว ไม่อยากเก็บไว้ ก็จะไม่มีทางลบให้หายไปได้อย่างถาวร เนื่องจากทุกอย่างขึ้นตรงกับ Google แต่เพียงผู้เดียว



วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"กฎ 23 ข้อ" ทำให้เว็บน่าสนใจ

เป็นกฎง่ายๆ ที่บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา ทำตามได้ไม่ยาก เพื่อให้เว็บไซต์เป็นที่ดึงดูดของผู้ใช้มากที่สุด

กฎ 23 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III” ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มาก ที่สุด

1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค
2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ
3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ
4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา
5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้
6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร
7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก
8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ
9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ
10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า
11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว
12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด
13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก
14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค
15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก
16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ
17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด
18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์
19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น
20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ
21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน
22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้
23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด

ที่มา : http://betterway-creation.blogspot.com/2009/02/23.html

10 อันดับไวรัสที่ระบาดมากที่สุดในประเทศไทย


1.Defo : มีการระบาดที่ 8.96%  เป็นภัยคุกคามประเภทไวรัสที่เข้าไปเกาะ Master Boot Record (MBR) ของ  Harddisk มีผลทำให้ CPU ทำงานหนักขึ้นเมื่อมีการใช้เครื่อง  สามารถกำจัดได้โดยการทำแผ่น Sysrescue จากโปรแกรม ESET  

2.HTML/Iframe.B.Gen: ที่จะเปลี่ยนหน้าเว็บเพจในเบราเซอร์ไปยัง URL  ที่เป็นที่อยู่ของซอฟท์แวร์อันตราย  จากนั้นจะทำการดาวน์โหลดลงเครื่องของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ มีอัตราการระบาดที่  4.64%

3.HTML/ScrInject.B.Gen:  ยังคงอยู่ในอันดับสามในประเทศไทย ถูกพบอยู่ตามเว็บเพจที่มีการใส่ script  อย่างไม่เป็นระเบียบ หรือมี iframe tags อยู่ซึ่งผู้ใช้จะถูกเปลี่ยน  หน้าเพจไปดาวน์โหลดภัยคุกคามเข้ามาที่เครื่องผู้ใช้โดยอัตโนมัติ  (ผู้ใช้จะพบเพียงหน้าเปล่า ๆ หลังจากถูกเปลี่ยนหน้าเพจไปแล้ว)  มีอัตราการระบาดที่ 3.98%  

4.INF/Autorun.gen: รั้งอยู่ตำแหน่งเดิมโดยเป็นภัยคุกคามประเภทหนอน (Worm) หนึ่งในตระกูล Autorun พบการระบาดที่ 2.16%  มีการแพร่กระจายทั้งภายใน, เครือข่าย, และอุปกรณ์ต่อพ่วง  ซึ่งหลังจากที่มันก็ปปี้ตัวเองไปยังไดรฟ์แล้ว  หนอนนี้ก็จะสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่ชื่อว่า ‘autorun.inf’ ใน root  ของไดร์ฟเป้าหมาย โดยภายในไฟล์ autorun.inf  นี้จะถูกเขียนคำสั่งให้ทำงานหลังจากผู้ใช้เปิดไดร์ฟต่าง ๆ ขึ้นมา  ซึ่งทำให้หนอนตัวนี้ก็จะถูกก็อปปี้ตามไปด้วย  สามารถป้องกันได้โดยพยายามอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส และ Windows อย่างสม่ำเสมอ,  สแกนอุปกรณ์ต่อพ่วงก่อนทุกครั้งที่จะใช้งาน และปิดการใช้งาน Windows  autorun

5.JS/Iframe.DA:  เป็นโทรจันที่เพิ่งติดอันดับเข้ามาใหม่ โดยแฝงอยู่ตามหน้าเว็บเพจ  และข้อความในอีเมลล์ที่มี iframe tag อยู่ซึ่งจะ redirect  ผู้ใช้ไปดาวน์โหลดมัลแวร์แบบอัตโนมัติ  หรือพาปยังยังเว็บที่มีมัลแวร์แฝงอยู่พบอยู่ที่ 2.13%  

6.Win32/Sality.NBA:  เป็นภัยคุกคามประเภทหนอนเช่นกัน และมีชื่อเสียงในความร้ายกาจยาวนานข้ามปี  ยังคงอยู่อันดับเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งยังมีมากมายหลายสายพันธุ์อีกด้วย  โดยพบอยู่ที่ 2.02%  พฤติกรรมของหนอนตัวนี้การเข้าไปค้นหาไฟล์นามสกุล .exe ทั้งจาก local และ  network drive สามารถแพร่กระจายได้โดยการแตกไฟล์ .exe  นั้นและแฝงตัวเพิ่มเข้าไปบางส่วนในไฟล์ .exe นั้น เมื่อมีการทำงานของไฟล์  .exe ตัวใดหนอนตัวนี้ก็จะถูกเปิดขึ้นมาด้วย  นอกจากนั้นยังเข้าไปปิดการทำงานต่าง ๆ ของระบบ,  ปิดการทำงานของระบบความปลอดภัย และ System Restore ของ Windows    

7.HTML/Fraud.BG:  โทรจันที่ไต่มาจากอันดับ 9  ทำหน้าที่ในการขโมยข้อมูลสำคัญส่งไปที่ผู้ควบคุม  ใช้วิธีการหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อทำแบบสำรวจ  จะปรากฎอยู่ตามหน้าเว็บต่าง ๆ พบการระบาดที่ 1.60%

8.INF/Autorun: ภัยคุกคามประเภทหนอน (Worm) พบการระบาดที่ 1.59%  มีการแพร่กระจายทั้งภายใน, เครือข่าย, และอุปกรณ์ต่อพ่วง  ซึ่งหลังจากที่มันก็ปปี้ตัวเองไปยังไดรฟ์แล้ว  หนอนนี้ก็จะสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่ชื่อว่า ‘autorun.inf’  ซึ่งจะถูกเขียนคำสั่งให้ทำงานหลังจากผู้ใช้เปิดไดร์ฟต่าง ๆ  ขึ้นมาเองโดนอัตโนมัติ สามารถป้องกันได้โดยพยายามอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส และ  Windows อย่างสม่ำเสมอ, สแกนอุปกรณ์ต่อพ่วงก่อนทุกครั้งที่จะใช้งาน  และปิดการใช้งาน Windows autorun 

9.Win32/Agent.RNS: ภัยคุกคามที่เพิ่งติดอันดับเข้ามาใหม่พบการระบาดอยู่ที่ 1.30%  เป็นภัยคุกคามประเภท Backdoor มีจุดประสงค์ในการลบไฟล์สำคัญ  และทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบเน็ตเวิร์คถูกปิดอย่างสมบูรณ์  ซึ่งไม่ได้ใช้ทรัพยากรเน็ตเวิร์คในการแพร่กระจาย  แต่สามารถกระจายผ่านทะลุระบบเน็ตเวิร์คได้โดยแนบตัวเองไปกับ worm อื่นๆ  นอกจากนั้น Win32/Agent.RNS  นี้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกชนิดที่ถูกเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ เช่น  ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น  ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดภัยคุกคามเป็นการโจมตีแบบ  botnet ได้อีกด้วย

10.INF/Autorun.Sz: หนอนตระกูล Autorun พบการระบาดที่ 1.26%โดย หลังจากที่มันก็ปปี้ตัวเองไปยังไดรฟ์แล้ว  หนอนนี้ก็จะสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่ชื่อว่า ‘autorun.inf’  ซึ่งจะถูกเขียนคำสั่งให้ทำงานหลังจากผู้ใช้เปิดไดร์ฟต่าง ๆ  ขึ้นมาเองโดนอัตโนมัติ สามารถป้องกันได้โดยพยายามอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส และ  Windows อย่างสม่ำเสมอ, สแกนอุปกรณ์ต่อพ่วงก่อนทุกครั้งที่จะใช้งาน  และปิดการใช้งาน
 




http://variety.teenee.com/foodforbrain/44924.html

ปากีสถานบล็อกเว็บไซต์ชื่อดัง ยูทูบ


ปากีสถานบล็อกเว็บไซต์ชื่อดัง ยูทูบ

ปากีสถานประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องบล็อกเว็บไซต์ ให้บริการคลิปวิดีโอชื่อดัง Youtube เนื่องจากพบว่ามีคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาในวิดีโอพาดพิงถึงศาสนาอิสลาม อยู่บนเว็บไซต์ดังกล่าว


เมื่อวันอาทิตย์ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมารัฐบาล ปากีสถานประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องบล็อกเว็บไซต์ ให้บริการคลิปวิดีโอชื่อดัง Youtube เนื่องจากพบว่ามีคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาในวิดีโอพาดพิงถึงศาสนาอิสลาม อยู่บนเว็บไซต์ดังกล่าว โดย สำนักงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติปากีสถาน กล่าวว่า ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กว่า 70 ราย ในปากีสถาน บล็อกยูทูบตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิก

คลิปวิดีโอต้นเหตุเป็น ตัวอย่างภาพยนตร์ใหม่ ของสมาชิกสภานิติบัญญัติชาวเนเธอร์แลนด์นาม Geert Wilders เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาต่อต้านคัมภีร์โกรานของชาวมุสลิม โดยสำนักงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติปากีสถาน (PTA) ได้กล่าวอีกว่าตอนนี้ ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เว็บไซต์ยูทูบนำคลิปวิดีโอดังกล่าวออกจากเว็บ

นอกจากเหตุการณ์ที่ปากีสถานทำการบล็อกเว็บไซต์ ชื่อดัง Youtube ในครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ก็มีการบล็อกเว็บไซต์แห่งนี้ด้วยสาเหตุที่มีคลิปวิดีโอไม่เหมาะสมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศนั้นๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่นในประเทศไทยและตุรกีที่ได้บล็อกยูทูบเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว
ที่มา : th.msn.com

E-Mail Service คืออะไร


E-Mail Service คืออะไร

Email Service บริการด้านอีเมล์ สำหรับองค์กรที่อีเมล์มีความสำคัญมาก บริการนี้สามารถการันตีการรับ-ส่งอีเมล์ การติดตามอีเมล์จากต้นทางและปลายทาง รวมถึงมีการอัพเดทไวรัสและสแปมทุกวินาที ด้วยเครื่อง Server ที่ทันสมัยจากอเมริกาซึ่งมีเพียงไม่กี่เครื่องในเมืองไทย Email Server ดังกล่าวคือ Proofpoint เป็นระบบกรองไวรัสและสแปมโดยอาศัยหลักการทั้ง Hardware และ Software เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ท่านสามารถประหยัดค่าลิขสิทธิ์ในการ Update license ได้มากถึงปีละกว่า 2แสนบาท และทำให้เครื่อง Mail Server ที่องคืกรท่านใช้อยู่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ลดการโหลดเครื่องเมล์ จากประสิทธิภาพดังกล่าว ทำให้

- Anti-Virus 100%
- Spam Filter 97-99.99 %
- Improve mail server efficacy 80%
- การันตีการรับ-ส่ง
- เช็คล๊อคเมล์ได้ 100%
- Service 24 Hrs.



Co-location Server คืออะไร


Co-location Server คืออะไร

Co-location Server คือ บริการรับฝากเครื่อง Server ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเช่า Rack ทั้งตู้ การเช่าแบบ Co-location จึงเป็นการประหยัดมากกว่า ทำให้สามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก และสามารถบริหารCo-location Server ของด้วยวิธี Remote Access (Telnet,Terminal) เปรียบเสมือนนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่อง Co-location Server

Co-location Server เหมาะสำหรับผู้ที่มีเครื่อง Server อยู่แล้ว และต้องการให้ server สามารถเข้าใช้งานได้รวดเร็ว ผ่านระบบอินเตอร์เน็ท งานที่ต้องการใช้ทรัพยากรของเครื่องสูงมาก ๆ มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ข้อมูลเป็นความลับ เช่น Application Server ,Live Broadcast Server,Web Server,Mail Server เป็นต้น บริการ Dedicated Server นี้ใช้เวลาติดตั้ง 1 วันทำการ โดยประมาณ

Web Design คืออะไร


 Web Design คืออะไร

        Web Design คือ การออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งสำคัญมากๆ ในหลายๆบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านนี้โดยตรง จะต้องมีพนักงานที่ทำหน้าที่ Web Design อย่างเดียวเท่านั้น บางทีก็รวมคนเขียน Code HTML ไปด้วยและคนทำ Graphic ไปด้วย แต่บางทีก็มองว่า Design อย่างเดียวเพียงแค่ร่างๆออกมาเท่านั้น เพราะการเขียน Code HTML นั้นไม่ใช่ปัญหา ในที่นี้เราจะรวมเอาทั้ง Design + Graphic ไปด้วย โดยเราจะบอกแนวให้เป็น Step สำหรับ Web Design

          งาน Web Design เป็นงานที่ค่อนข้างยากและต้องอาศัยพรสวรรค์พอสมควร + กับรสนิยมด้วย เพราะบางคนออกแบบเว็บไซต์มาตนเองคิดว่าสวยมากแต่หลายๆสายตามองว่าไม่สวยก็มี ดังนั้นจึงต้องเกี่ยวกับรสนิยมไปด้วย แต่หลายคนที่มีพรสวรรค์ออกแบบมาก็ทำให้คนส่วนมากมองว่าสวยเหมือนกัน ผมเองไม่ได้บอกว่าตนเองเก่งด้าน Web Design มากมายบอกได้เลยว่าตนเองไม่เก่งทางนี้เท่าไร ก็ขอคำชี้แนะด้วยนะครับสำหรับมืออาชีพทั้งหลายถ้าเขียนบทความผิดไป ติกันได้

ประโยชน์ Web Design
1. เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการขององค์กร หรือบริษัท รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย

2. เพื่อใช้ในลักษณะการให้บริการแก่ลูกค้าหรือสมาชิกขององค์กร หรือบริษัท โดยการนำเว็บไซต์มาเป็นเครื่องมือ ช่วยในการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าหรือสมาชิกเป็นหลัก

ทำเว็บไซต์(Web Design) รับทำเว็บไซต์ ทั้งเว็บแอพพลิเคชั่น(Web Application)
เว็บบริษัท เว็บสินค้า(Web Static) อีคอมเมิร์ส(E-Commerce) โปรแกรมใช้งาน
ออกแบบฐานข้อมูล (เช่น Guest Book, Webboard, Chat room, Mailling list,
Shopping Cart, E-commerce ,SSL Connect) เว็บไซต์สำเร็จรูป(Ready Website) โปรโมทเว็บ(Web Promote) โฮสติ้ง(Hosting) และ โดเมน(Domain)

ซึ่ง ThaiHostSave มีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญ มีประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์ ทั้งงานในประเทศและงานทำเว็บไซต์จากต่างประเทศ ทำให้ท่านมั่นใจได้ว่า ท่านจะมีเว็บไซต์ที่ผ่านการทำเว็บไซต์ จัดทำเว็บเว็บไซต์ ดูแลเว็บไซต์ ได้อย่างมืออาชีพ และตรงตามความต้องการ ท่านสามารถชมตัวอย่างลูกค้า Web Design ได้ที่ Thaihostsave.com ราคาถูก เริ่มต้น 800 บาท/หน้า เท่านั้น
เหตุผลที่ลูกค้าเลือก ทำเว็บไซต์ กับเรา

- ทีมงานมืออาชีพประสบการณ์จากอเมริกา
- เข้าใจความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง
- สามารถติดต่อแก้ไข ดูแลเว็บไซต์ให้ท่านได้ตลอด
- ราคายุติธรรม

ดูแลเว็บไซต์ แก้ไขเว็บไซต์ บริการพิเศษจาก Thaihostsave สำหรับท่านที่ต้องการให้เว็บไซต์ ของท่านดูเป็น มืออาชีพอยู่เสมอ ไม่ว่าธุรกิจของท่านเป็นประเภทใดก็ตาม ท่านไม่จำเป็นต้องมี Web Master เป็นของตัวเอง เราจัดการเว็บไซต์ ให้ท่านทุกอย่างที่ต้องการ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,500 บาท/เดือนเท่านั้น ซึ่งราคานี้เปรียบเสมือนท่านจ้าง โปรแกรมเมอร์ เว็บดีไซน์เป็นของตัวเองในราคาที่ถูกมาก

· ราคา 1,500 บาทเป็นราคาเริ่มต้นซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดของเว็บไซต์
· ข้อมูลหรือเนื้อหารวมทั้งรูปภาพในเว็บไซต์ ผู้ใช้บริการเป็นผู้จัดหาบริการสำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว ต้องการให้เรา Update ให้

http://www.bangrak.com/ 

Blog (Weblog) คืออะไร


Blog (Weblog) คืออะไร
          Blog (ภาษาไทย: บล็อก) เป็นคำรวมมาจากคำว่า weblog (ภาษาไทย: เว็บล็อก) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภท หนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอใน หลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า "บล็อก" ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และนอกจากนี้ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า "บล็อกเกอร์"
          บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน นอกจากนี้ตามบริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกของทางบริษัทขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า โดยมีการเขียนบล็อกออกมาในลักษณะเดียวกับข่าวสั้น และได้รับการตอบรับจากทางลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์
          เว็บค้นหาบล็อกเทคโนราที ได้อ้างไว้ว่าปัจจุบันในอินเทอร์เน็ต มีบล็อกมากกว่า 112 ล้านบล็อกทั่วโลก

โครงสร้างของ Blog

1. ชื่อบล็อก (ฺBlog Title) 

2. แท็กไลน์ (Subtitle หรือ Tag line)
คำจำกัดความของเว็บ หรือสโลแกนเก๋ ๆ ที่ใช้อธิบายถึงตัวบล็อกโดยรวม โดยตัวแท็กไลน์นี้จะมีหรือไม่ก็ได้ 

3. วันที่และเวลา (Date & Time Stamp)

4. ชื่อบทความ (Entry Title)
ชื่อเรื่องของบทความที่เขียนในบล็อก

5. ตัวเนื้อหาบทความ (Entry’s Main Body)
อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรือ อนิเมชั่น เป็นต้น โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะรวมเป็นส่วนเนื้อหาของบทความ

6. ชื่อผู้เขียน (Blog Author)

7. คอมเม้นต์ (Comment tag)
เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอกคอมเม้นต์ให้กับบล็อกนั้น ๆ ได้ 

8. ลิงค์ถาวร (Permalink)
มีประโยชน์สำหรับ blogger คนอื่น ๆ ที่อยากจะทำลิงค์หาบทความของเราโดยตรง ก็จะสามารถหา permalink ได้อย่างง่ายดาย โดย url ของ permalink นี้จะไม่เปลี่ยนไปตามวันและเวลาเหมือน link ของหน้าแรกของบล็อกที่บทความจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ 

9. ปฎิทิน (Calendar) บล็อกบางแห่งอาจมีปฎิทินอยู่ด้วย โดยในปฎิทินนั้นสามารกคลิกตามวันที่ เพื่ออ่านบทความของวันที่นั้น ๆ 

10. บทความย้อนหลัง (Archives)
บทความเก่า หรือบทความย้อนหลัง อาจมีการจัดเตรียมไว้โดยเจ้าของบล็อก โดยบล็อกแต่ละแห่งอาจจัดเรียงบทความย้อนหลัง ไม่เหมือนกัน เช่นจัดเรียงรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน หรือจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้

11. ลิงค์ไปยังเว็บอื่น (Links)
เป็นจุดเด่นและความสนุกของบล็อกอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว โดยบล็อกแต่ละแห่ง อาจมีลิงค์ไปยังเว็บอื่นหลากหลายเว็บ บางครั้งเราสามารถเรียก link พวกนี้ว่า blogroll ก็ได้ครับ

12. RSS หรือ XML
ตัว RSS นี้อาจมีเตรียมไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับ Blogware หรือ Blog Host ที่เราเลือกใช้ เช่น WordPress หรือ MovableType นั้นจะมี RSS ลิงค์ไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ โดยเจ้า RSS Feed นี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงบทความของเราได้ง่ายขึ้น 
การใช้ Blog กับองค์กรธุรกิจ
มีหลายเหตุผลที่ Blog จะก้าวเข้าสู่องค์กรของคุณ โดยใช้ Blog เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ และเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่าง องค์กรและกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจ

ข้อมูลอ้างอิง  

URL คืออะไร


URL คืออะไร

URL ( Universal Resource Locator ) : ชื่อหรือที่อยู่ของ เวบไซต์ เช่น http://www.thaiware.com หรือ ftp://ftp.thaiware.com ซึ่งช่องที่มีไว้สำหรับกรอกชื่อเวบไซต์ต่างๆ ในเวบเบราเซอร์ เขาจะเรียกกันว่า ช่องกรอก URL 
Web Site : เปรียบได้กับ สำนักงาน หรือ บ้านหลังหนึ่ง ที่อัดแน่นไปด้วยสาระสำคัญ และ เปี่ยมไปด้วยรูปภาพที่สวยงาม โดยมี โฮมเพจ เป็นประตูทางเข้าสู่เวบไซต์นี้ ทั้งนี้เวบไซต์ต่างๆ โดยมากต้องขึ้นต้นด้วย http:// เช่น http://www.thaiware.com เป็นต้น โดยในขณะที่ เบราเซอร์ รุ่นใหม่ๆ เพียงแค่ท่านใส่คำว่า http://www.thaiware.com หรือ thaiware.com ก็สามารถที่จะเข้าไปชมได้แล้ว 



อ้างอิง  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=piggest&month=01-2008&date=25&group=2&gblog=35

WEB SERVER คืออะไร

web server คืออะไร

    Web server คือโปรแกรมที่อยู่และทำงานบนเครื่องฝั่ง Server (Host) ทำหน้าที่ในการรับคำสั่งจากการร้องขอของฝั่ง Client (โดยผ่านทาง Browser) และประมวลผลการทำงานจากการร้องขอดังกล่าว แล้วส่งข้อมูลกลับไปยังเครื่องของ Client ที่ร้องขอ 
     

    สรุปง่ายๆ ก็คือ Web server คือโปรแกรมที่คอยให้บริการแก่ Client ที่ร้องขอข้อมูลเข้ามาโดยผ่าน Browser 
เว็บที่เขียนด้วย ASP นั้นจะทำงานได้ก็จะต้องมี Web server เป็นตัว Run อีกทีหนึ่ง ดังนั้นถ้าเราต้องการให้เครื่องของเราสามารถ Run ASP ได้เราจะต้องจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราให้เป็น Server โดยใช้โปรแกรม Web Server ดังที่กล่าวข้างต้น 
    

    ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณใช้ Window 95,98 หรือ Win Me Web server ที่คุณต้องใช้คือ Personal Web Server (PWS) แต่ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณใช้ Window NT,Window 2000 หรือ XP Web Server ที่ใช้คือ Internet Information Server (IIS) 


ข้อมูลอ้างอิง http://tipanancomsci.multiply.com/reviews/item/1

Search Engine คืออะไร


Search Engine คืออะไร


          Google.com เป็น Search Engine ตัวหนึ่ง (หรือจะเรียก ที่หนึ่ง ก็ได้) ซึ่งหากเราเราจะเรียกแบบบ้าน ๆ ตามประสาคนท่องเว็บแล้ว Search Engine ก็คือ เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง นอกจาก Google แล้วยังมี Search Engine อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งดัง ๆ ที่เราพอจะคุ้นตาคุ้นหูอยู่บ้างก็อาทิเช่น Yahoo MSN เป็นต้น (ขอแนะนำที่ดัง ๆ เป็นพอ ไม่ดังไม่สน)
 ซึ่งในปัจจุบันหากให้เดาเพื่อน ๆ คงจะพอเดาถูกว่า Search Engine ที่ดังที่สุด (มีคนใช้เยอะสุด ๆ) ก็คือ Search Engine พระเอกที่ชื่อว่า Google.com นั่นเอง ซึ่งเป็น Search Engine ที่มีคนใช้เยอะมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีให้บริการมาไม่กี่ปีนี่เอง เปิดบริการมาไม่นานก็แซงหน้าขาใหญ่เดิมอย่าง Yahoo ไปชนิดที่เรียกว่ามองแทบไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะว่าด้วยรูปแบบที่ใช้งานง่าย และรวดเร็วนั่นเอง แถมเป็นภาษาไทยด้วย ยิ่งถูกใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง 

         ซึ่งปรากฏการ google ฟรีเว่อร์นี้เอง ที่ทำให้คนส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Webmaster หันมาทำ SEO เจาะที่ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google กันอย่างถล่มทะลาย
พูดไปเรื่องของ SEO แต่ล่ะที่ ที่ดัง ๆ ไปแล้ว เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
       หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กะ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)      
      Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้นส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้ 
      หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
     Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots
      Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ


ข้อมูลอ้างอิง  http://www.cms-4u.com/knowledge_id57.html

เว็บไซต์ Website คืออะไร?


ที่มาของคำว่า Website

Web (ใยแมงมุม) และ Site(โครงข่าย) หรือเรียกว่า "โครงข่ายในแมงมุม" ซึ่งหมายถึง กลุ่มของเว็บเพจที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ประกอบไปด้วย เว็บเอกสาร(Web Documents) และสื่อประสมต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง ข้อความ เป็นต้น ซึ่งอาจเรียกเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ว่า เว็บเพจ (Web Page) และเรียกเว็บหน้าแรกของแต่ละเว็บไซต์ว่า โฮมเพจ (Home Page) หรืออาจกล่าวได้ว่า เว็บไซต์ก็คือเว็บเพจอย่างน้อยสองหน้าที่มีลิงก์ (Links) เชื่อมต่อถึงกัน
  • โฮมเพจ (Home Page) คือ หน้าแรกที่เข้าสู่เว็บไซต์นั้น ๆ
  • เว็บเพจ (Web Page) คือ หน้าแต่ละหน้าที่มีการเชื่อมโยงถึงกัน


หลักในการออกแบบเว็บไซต์ (Web Design)

  • กำหนดเป้าหมาย (Target) ทำเว็บมาเพื่อจุดประสงค์อะไร เพื่อจะได้เตรียมข้อมูลและวางแผนเจาะจงและตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
  • เนื้อหาดีมีประโยชน์ (Useful) ควรมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีการปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ชมเกิดความสนใจและกลับเข้ามาใช้บริการอีกในอนาคต
  • หาจุดเด่น (Highlights) เนื่องจากเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเว็บไซต์ของคุณเน้นไปทางธุรกิจ คุณต้องหาจุดเด่นและความได้เปรียบให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนหน้าตาของธุรกิจของเรา
  • ความเรียบง่าย (Plainness) ควรออกแบบเรียบง่าย อ่านสบายตา ไม่รู้สึกสับสนกับข้อมูล ใช้งานง่าย (User Friendly)
  • มีความเป็นเอกลักษณ์ (Identity) มีรูปแบบสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะขององค์กรนั้น ๆ ได้เช่น สี ตัวอักษร รูปภาพ เป็นต้น
  • มีระบบเนวิเกชั่นที่ดี (Navigation) คือ ระบบนำทางในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเลือกไปใช้บริการเดินทางในจุดสนใจในเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก
  • ลดขนาดไฟล์รูปภาพ (Redure) เพื่อให้สามารถเปิดหน้าเพจอย่างรวดเร็ว ควรมีการลดขนาดไฟล์
  • ติดต่อได้สะดวก (Contact) โลโก้, ชื่อการค้า, เบอร์โทรศัพท์ รวมไปถึงข้อมูลที่ผู้ใช้ (Clients) สามารถติดต่อได้สะดวก เช่น แผนที่, อีเมลล์ เป็นต้น
  • หมั่นปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความเคลื่อนไหว (Update) ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยในการติดอันดับ Top ของเว็บ Search Engine



ข้อมูลอ้างอิง   http://www.genstyles.com/tips-7.html

เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)



     เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)

          เวิลด์ไวด์เว็บ นิยมเรียกสั้นๆ ว่าเว็บ หรือ WWW ถือเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดบนอินเทอร์เน็ตเพราะ
สามารถแสดงสารสนเทศต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ข้อมูลด้านดนตรี
กีฬา การศึกษา ซึ่งสามารถนำเสนอได้ทั้งภาพ เสียง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว เช่นแฟ้มภาพวีดิทัศน์หรือตัวอย่าง
ภาพยนตร์ และการสืบค้นสารสนเทศในเวิลด์ไวด์เว็บนั้นจำเป็นต้องอาศัยโปรแกรมค้นดูเว็บ (web browser)
ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล โดยที่เว็บกับโปรแกรมค้นผ่านจะทำหน้าที่รวบรวมและกระจายเอกสารที่เครือข่าย
ที่ทำไว้
         เกตส์ (Gates, 1995) ได้กล่าวถึงเว็บไว้ว่า นอกเหนือจากการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการแลก
เปลี่ยนเอกสารกันแล้ว อินเทอร์เน็ตยังสนับสนุนสืบค้นข้อมูล อันเป็นโปรแกรมการใช้งานที่ได้รับความนิยม
มากที่สุดแบบหนึ่งนั่นคือเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งหมายถึงเครื่องบริการเว็บที่ต่อเชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ตโดยมี
ข่าวสารเป็นภาพกราฟิก เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องบริการเว็บประเภทนั้น จอภาพจะปรากฏข่าวสารพร้อมด้วย
การเชื่อมโยง เมื่อเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่จุดเชื่อมโยงใดๆ ก็จะเป็นการเปิดไปสู่อีกหน้าหนึ่งที่มีข่าวสารเพิ่มเติม
พร้อมทั้งการเชื่อมโยงจุดใหม่อื่นๆ ซึ่งข่าวสารหน้าใหม่นี้อาจจะอยู่ในเครื่องบริการเว็บเดียวกันหรืออาจเป็น
เครื่องบริการเว็บอื่นๆ ในอินเทอร์เน็ต
         กิดานันท์ มลิทอง (2540) ได้กล่าวถึงเวิลด์ไวด์เว็บว่า เป็นบริการสืบค้นสารสนเทศที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต
ในระบบข้อความหลายมิติ (hypertext) โดยคลิกที่จุดเชื่อมโยง เพื่อเสนอหน้าเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
สารสนเทศที่นำเสนอจะมีรูปแบบทั้งในลักษณะของตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง การเข้าสู่ระบบ
เว็บจะต้องใช้โปรแกรมทำงานซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ เน็ตสเคป นาวิเกเตอร์ (Netscape
Navigator), อินเทอร์เน็ต เอ็กซพลอเรอร์ (Internet Explorer) มอเซอิก (Mosaic) โปรแกรมเหล่านี้ช่วย
ให้การใช้เว็บในอินเทอร์เน็ตเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น


ความเป็นมาของเวิลด์ไวด์เว็บ

          ปี พ.ศ.2533 นักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองของสถาบันเซิร์น (CERN) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการฟิสิกส์
แห่งยุโรป ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ทิม เบิร์นเนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) ได้สร้างระบบ
การสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าไฮเพอร์เท็กซ์ (hypertext) ซึ่งผลที่ได้
ทำให้มีการสร้างโพรโทคอลแบบ HTTP (Hypertext Transport Protocol) ขึ้น เพื่อใช้ในการส่งสาร
สนเทศต่างๆ โดยจะถูกจัดอยู่ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า HTML (HyperText Markp Language) ซึ่งการ
สื่อสารและการสืบค้นสารสนเทศในรูปแบบใหม่นี้ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วใน
ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ และเสียง (จิตเกษม พัฒนาศิริ, 2540)
        จากการวิจัยดังกล่าว ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นและสร้างสรรค์รูปแบบเพื่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นตัวเชื่อมโยง ทำให้เวิลด์ไวด์เว็บกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้การติดต่อสื่อสาร
และการนำเสนอผ่านเครือข่ายทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้วในขณะนี้

เว็บไซต์ เว็บเพจและโฮมเพจ
   เว็บไซต์ เว็บเพจและโฮมเพจ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเว็บ เนื่องจากเมื่อเข้าไปในเว็บแล้ว
สารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการสืบค้นก็คือหน้าของเอกสารที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งรายละเอียด
ของแต่ละส่วนมีดังนี้

เว็บไซต์ (Web site)

         ปิยวิท เจนกิจจาไพบูลย์ (2540) ได้กล่าวว่า เว็บไซต์ ถูกเรียกเป็นตำแหน่งที่อยู่ของผู้ที่มีเว็บเพจเป็น
ของตัวเองบนระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้จากการลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเช่าพื้นที่บนระบบอินเทอร์เน็ต
เมื่อลงทะเบียนในชื่อที่ต้องการแล้ว ก็สามารถจัดทำเว็บเพจและส่งให้ศูนย์บริการนำขึ้นไปไว้บนอินเทอร์เน็ต
ซึ่งถือว่ามีเว็บไซต์เป็นของตนเองแล้ว และเว็บไซต์ก็คือแหล่งที่รวบรวมเว็บเพจจำนวนมากมายหลายหน้า
ในเรื่องเดียวกันมารวมอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งในการเสนอเรื่องราวที่อยู่บนเว็บไซต์ที่แตกต่างไปจากโปรแกรม
โทรทัศน์ เนื้อหาในนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ เนื่องจากการทำงานบนเว็บจะไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งนี้เนื่องจากเรา
สามารถเปลี่ยนแปลงและเพิ่มสารสนเทศบนเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา และแต่ละเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยง
กันภายในเว็บไซต์หรือไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว (กิดานันท์ มลิทอง,
2542)
         นิรุธ อำนวยศิลป์ (2542) กล่าวถึงเว็บไซต์ว่า เป็นชื่อเรียก Host หรือ Server ที่ได้จดทะเบียนอยู่ใน
เวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งก็คือชื่อชื่อ Host ที่ถูกกำหนดให้มีชื่อในเวิลด์ไวด์เว็บ และขึ้นต้นด้วย http และมีโดเมน
หรือนามสกุลเป็น .com, .net, .org หรืออื่นๆ

เว็บเพจ (Web page)

          สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (2540) ได้ให้ความหมายของเว็บเพจไว้ดังนี้ เว็บเพจ คือหน้าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
บนเว็บ ที่เจ้าของเว็บเพจ ต้องการจะใส่ลงไปในหน้าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นั้น เช่น ข้อมูลแนะนำตัวเอง
ซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือองค์กรที่ต้องการให้ผู้อื่นได้ทราบ หรือข้อมูลที่น่าสนใจ เป็นต้น โดยที่ข้อมูลที่แสดง
เป็นได้ทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวและข้อมูลที่นำเสนอสามารถเชื่อมโยงในรูปของ
ไฮเพอร์เท็กซ์ คือ เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นที่จะให้ข้อมูลนั้นๆ ในระดับลึกลงไปได้เรื่อยๆและเว็บเพจจะ
ต้องมีที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายเฉพาะของตน ซึ่งแหล่งที่อยู่นี้เรียกว่า URL (Uniform Resource
Locator)

 
                แมทธิว (Matthews, 1997) ได้ให้ความหมายของเว็บเพจว่า เป็นแฟ้มข้อความที่อยู่ในรูปของ 
Hyper Text Markup Language (HTML) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปสู่แฟ้มข้อมูลและเว็บเพจอื่นๆ โดยที่
แฟ้มข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในเครื่องบริการเว็บ (web server) และสามารถที่เข้าถึงแฟ้มข้อมูลได้ด้วย
เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับเครื่องบริการเว็บ โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือ
ระบบแลน (LAN)
               นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงแฟ้มข้อมูลได้โดยการใช้โปรแกรมค้นดูเว็บ (web browser) โดยที่
โปรแกรมจะทำการดาวน์โหลดข้อมูลมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ และแปลคำสั่งของ HTML แล้วแสดงผล
ออกทางจอคอมพิวเตอร์
                ส่วนอีกความหมายหนึ่งของเว็บเพจ คือ รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของการสื่อสารโดยใช้เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ โดยส่วนประกอบสำคัญของเว็บเพจมีสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นปฏิสัมพันธ์ และส่วนที่เป็นสื่อประสม
สำหรับส่วนที่เป็นสื่อประสมนั้นจะประกอบไปด้วย ตัวอักษร เสียง ภาพเคลื่อนไหว และแฟ้มวีดิทัศน
ซึ่งทั้งหมดนี้จะประกอบกันเพื่อนำเสนอเนื้อหา และในส่วนที่เป็นปฏิสัมพันธ์ เนื่องจากผู้ใช้สามารถส่งข้อมูล
หรือคำสั่งไปยังเว็บไซต์ที่ถูกควบคุมด้วยบริการเว็บอีกทอดหนึ่ง ในแต่ละเว็บเพจจะมีที่อยู่เว็บที่เรียกว่า
Uniform Resource Locator (URL) โดยที่อยู่เว็บ จะปรากฏในช่อง Address (เป็นส่วนของกล่อง
ข้อความและ drop-down) ที่ส่วนบนของจอภาพ โดยที่อยู่เว็บนั้นเปรียบเสมือนทางผ่านบนอินเทอร์เน็ตเพื่อไปยังเว็บเพจที่ต้องการ เช่นเดียวกับการค้นหาแฟ้มต่างๆ ในคอมพิวเตอร์
          
                กิตติ ภักดีวัฒนกุล (2540) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของเว็บเพจว่า มีส่วนประกอบต่างๆ ที่จำเป็นดังนี้ ดังนี้

1. Text เป็นข้อความปกติ โดยเราสามารถตกแต่งให้สวยงามและมีลูก เล่นต่างๆ ดังเช่นโปรแกรมประมวลคำ
2. Graphic ประกอบด้วยรูปภาพ ลายเส้น ลายพื้น ต่างๆ มากมาย
3. Multimedia ประกอบด้วยรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และแฟ้มเสียง
4. Counter ใช้นับจำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บเพจของเรา
5. Cool Links ใช้เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจของตนเองหรือเว็บเพจของคนอื่น
6. Forms เป็นแบบฟอร์มที่ให้ผู้เข้าเยี่ยมชม กรอกรายละเอียด แล้วส่งกลับ มายังเรา 
7. Frames เป็นการแบ่งจอภาพเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนก็จะแสดงข้อมูลที่แตก ต่างกันและเป็นอิสระจากกัน
8. Image Maps เป็นรูปภาพขนาดใหญ่ ที่กำหนดส่วนต่างๆ บนรูป เพื่อเชื่อมโยง ไปยังเว็บเพจอื่นๆ
9. Java Applets เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปเล็กๆ ที่ใส่ลงในเว็บเพจ เพื่อให้การใช้งาน เว็บเพจ
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

              นอกจากส่วนประกอบดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบที่นิยมใส่ไว้ในเว็บเพจอีก 2 ส่วนได้แก่ 1) สมุดเยี่ยม
(guestbook) และ 2) เว็บบอร์ด (webboard) ที่ช่วยให้เว็บเพจกลายเป็นสื่อที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้ใช้กับผู้สร้าง และระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง โดยอาศัยหลักการที่เรียกว่า Common Gateway Interface
หรือ เรียกสั้นๆ ว่า CGI โดยมีรายละเอียดดังนี้

Common Gateway Interface (CGI)

         เป็นมาตรฐานที่ผู้ที่เข้าไปใช้ข้อมูลในเครื่องบริการเว็บในอินเทอร์เน็ต สามารถสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูลเช่น หัวข้อข่าวต่างๆ หรือบทความทางวิชาการ รายชื่อหนังสือ หรือการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับบริการต่างๆทางอินเทอร์เน็ต ซึ่ง CGI จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการพิมพ์ข้อมูลของผู้เยี่ยมชมและแสดงผลออกมาทางเว็บเพจ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีระบบการใช้งาน CGI ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกคือ
http://www.yahoo.com

สมุดเยี่ยม (Guestbook)

        สมุดเยี่ยม ทำหน้าที่คล้ายๆ กับสมุดบันทึก เมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมและเมื่อผู้ชมได้เขียนคำติ-ชม
หรือความคิดเห็นต่างๆ ลงในแบบฟอร์มที่ได้จัดทำได้ โปรแกรมก็จะทำการประมวลผลโดย CGI
และแสดงผลที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้ออกมาทางเว็บเพจที่เรากำหนดไว้

เว็บบอร์ด (Webboard)

         เว็บบอร์ด เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เว็บกลายเป็นที่นิยม โดยเว็บบอร์ดทำหน้าที่คล้ายๆ
กับการให้ผู้เข้าเยี่ยมชมร่วมแสดงความคิดเห็น ทัศนะต่างๆ ตามที่มีการตั้งหัวข้อหรือกระทู้เอาไว้
ตัวอย่างเว็บบอร์ดที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของไทยคือเว็บไซต์ http://www.pantip.com/ 
ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้เข้าใช้บริการราวประมาณ 30,000 คน

ภาพที่ 2 ตัวอย่างสมุดเยี่ยม
ภาพที่ 3 ตัวอย่างเว็บบอร์ด


โฮมเพจ (Home page)

         โดยทั่วไปแล้วในแต่ละเว็บไซต์จะมีโฮมเพจ หรือ หน้าต้อนรับ (welcome page) ซึ่งปรากฏเป็นหน้าแรกเมื่อเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมา เปรียบเสมือนกับสารบัญและคำนำ ที่เจ้าของเว็บไซต์สร้างขึ้นเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์องค์กรของตนว่าให้บริการในสิ่งใดบ้าง (กิดานันท์ มลิทอง, 2542)นอกจากนี้ภายในโฮมเพจก็อาจมีเอกสารข้อความที่เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บเพจอื่นได้อีก ซึ่งโฮมเพจ สามารถเชื่อมโยงกับเว็บเพจและเว็บไซต์อื่นๆอีกเป็นจำนวนมากได้ (งามนิจ อาจรินทร์, 2542)


 
ภาพที่ 3 ตัวอย่างเว็บบอร์ด


        จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าความหมายเว็บไซต์ เว็บเพจ และโฮมเพจนั้นมีลักษณะ คล้ายกัน
คือเป็นหน้าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์โดยอาศัยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เรียก
กันว่าเวิลด์ไวด์เว็บเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ทำเว็บกับผู้ชม โดยเว็บไซต์นั้นเปรียบเสมือนศูนย์รวม
ข้อมูลข่าวสารขององค์กรหรือหน่วยงาน โดยมีเว็บเพจทำหน้าที่อธิบายขยายความในแต่ละส่วน และโฮมเพจ
ถือเป็นส่วนที่ต้อนรับและบอกกล่าวกับผู้มาชมว่าข้อมูลข่าวสารที่ผู้ชมต้องการนั้นอยู่ในส่วนไหนของเว็บไซต์


ข้อมูลอ้างอิง